Life & Relationship

สามารถ share ได้ ส่งต่อได้ แต่ขอสงวนลิขสิทธ์ ขอความกรุณา ห้ามคัดลอก หรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบทความนี้ค่ะ, เดี๋ยวความหมายจะเปลี่ยนแล้วเกิดความเข้าใจผิดค่ะ ขอบคุณจ๊าlove you!  ผู้เขียน:- Jessica Jee@IBM blog

อ้างอิง:- 

[PART 1 ] เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A GLASS HALF FULL น้ำครึ่งแก้ว”

[PART 2 ] เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A GLASS HALF FULL น้ำครึ่งแก้ว”

……………………………………………..

“ต้นทุนชีวิต ไม่เท่ากัน”

การคิดเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วนำมาสรุปว่า  เพราะเรา มันมีไม่เท่าคนอื่น ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อม ต้นทุนเราต่ำกว่าคนอื่น” หรือ  คิดถึงแต่ “เราเกิดมาจน เลยได้แค่นี้ เลยเป็นแบบนี้” …นั้น
***เป็นวิธีคิดที่ทำร้ายตัวเอง และเป็นอุปสรรคขัดขวางอนาคต (ที่ดีกว่า) ของตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก !!
มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่มีขึ้นเพื่อปลอบใจตัวเอง  คนเรามีสิทธ์ปลอบใจตัวเองในสัจธรรมที่คนเราเกิดมา “มี” ไม่เท่ากัน.
แต่บางคน กลับมองคนอื่น แค่ผิวเผินภายนอก…. ก็มโนนึกเอาเอง(อาจเพราะ เกิดจากการมองจากเพียง”ด้านเดียว”) ว่าเค้ามีพร้อมสบายทุกอย่าง,,,แต่ไม่ได้รู้ถึงเบื้องลึกจริง ๆ ว่าเค้าต้องลำบาก อดทน ผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง ถึงมีวันนี้….
นความคิดเห็นส่วนตัวของเจ้าของบล็อก นั้น
  • สู้เอาความน้อยเนื้อต่ำใจนั้น และเอาเวลาเศร้าเสียใจ เปลี่ยนให้กลับมาเป็นแรงผลักดัน, เป็นแรงกำลังใจให้เข้มแข็ง ความมั่นใจในตัวเอง, ไม่อ่อนไหวง่าย, ไม่ย่อท้อง่าย, ไม่โลเล จะดีกว่า มั้ย?
  • สร้างความนับถือตัวเอง และ สร้างความเข้มแข็ง กำลังใจ ที่จะ >>”พัฒนาตัวเอง” จะดีกว่า มั้ย?
  • คิดขวนขวายหาความรู้ + ทักษะ เพิ่มเติม นอกตำรา นอกโรงเรียน เคยทำ.. เคยคิดบ้างมั้ย?
บางสิ่งบางอย่างมันไม่ต้องใช้เงิน หรือต้องใช้เงิน, พร้อมกันกับการใช้ความเพียร สติที่จะเรียนรู้.  และคิดขวนขวาย ขยัน ที่จะหามา โดยที่ไม่ไปเบียดเบียน ไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน.
โลกนี้ ไม่มีอะไรง่าย นี่พูดเลย… แต่อยู่ที่มุมมอง + วิธีพลิกแพลง + และความเพียรพยายาม.  ผสานไปกับการเรียนรู้ การรู้จักตนเอง“, ฝึกเป็นคนที่ “ปาก กับ ใจ ตรงกัน” ให้มากกว่านี้.
อย่ามัวแต่โทษโชคชะตา โทษวาสนา โทษนั่น นี่...
————————————————-

ขออนุญาตยกตัวอย่าง 2 เรื่อง.

อันนี้อยู่ที่แต่ละบุคคลจะมอง ถ้ามองเป็นแนวทางการสร้างกำลังใจ เรายินดีด้วย,,, แต่ถ้ามองว่าเรามาเล่าเป็นเรื่อง ดราม่า น้ำเน่า เว่อร์ฯ ~ นั่นก็อยู่ที่ สติปัญญา สุดแท้แต่ตัวบุคคล บุญทำ-กรรมแต่ง 
ความคิดแง่ลบ (Pessimist = คนมองโลกแง่ร้าย, คนหมดอาลัยตายอยาก) และความคิดแง่บวก (Optimist = คนมองโลกแง่ดี)
— นานาจิดตัง 
อุปสรรค คือ ความท้าทายค่ะ, จำไว้

 

เครดิตรูปจาก Higher Perspective Facebook


:::::::::  เรื่องแรก  :::::::::

ผู้หญิงเข้มแข็งคนนึง ที่เราเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่เรายังเป็นไม่ได้ครึ่ง เราทำไม่ได้เศษ 1 ส่วน 100 ของเค้าเลย ก็คือ “คุณย่าของเรา”

ย่าเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่มาเติบโตที่เมืองไทยตั้งแต่เล็ก ๆ นะคะ

ท่านมีลูก 4 คน คุณย่าทำงานเลี้ยงลูกทั้ง 4 คนอย่างหนัก, ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย หาเช้ากินค่ำ,  คุณปู่ติดการพนัน-ติดเหล้า  เสียชีวิตตั้งแต่สมัย พ่อของเรายังแบเบาะ. (พ่อเราลูกคนสุดท้อง)

ย่าต้องเย็บผ้า เช้ายันดึกดื่น – ตั้งแต่สาวจนแก่ เพื่อ ส่งเสียลูกทั้ง 4 เรียนแบบกัดฟัน.

เรานับถือ ท่านตรงจุดนี้ ถ้าเป็นเรา เราพูดเลยว่า เราทำไม่ได้อย่างที่ ย่าของเราทำ… (เราแม่งโคดขี้เกียจเลยค่ะ).

ลูก ๆ ของ ย่าทั้ง 4 คน ทุกคนเติบโตมาในครอบครัวที่ “จน” ไม่มีพร้อม – ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก – ต้องทำงานช่วยที่บ้าน และเรียนไปด้วย – บางมื้อไม่มีจะกินนะ.

แต่จุดสำคัญอยู่ที่ ลูก ๆ ทั้ง 4 คนของ ย่าเราขยันเรียนหนังสือ จบมาได้ดีกันทุกคน.

  1. ลูกชาย 2 คนของย่า “คนโต และ คนเล็กสุด” เป็นทหารบก สอบเข้าเตรียมทหารได้ แล้วเรียน นายร้อย จปร. และจบเสฯ กัน ทั้ง  2 คน — ซึ่งทั้ง 2 คนก็เกษียณระดับ “พลโท และ พลตรี” มาได้ 12-15 ปีแล้ว. (คือลุง กับพ่อเราที่ไปรบสงครามเวียตนาม **เรื่องอยู่ด้านล่างสุด เกี่ยวกับ สงครามเวียตนาม)

  2. อีก 1 คนเป็นทำธุรกิจส่วนตัว ประสบความสำเร็จ และรวยสุดในบรรดาลูก ๆ ของย่าทั้งหมด.

  3. อีก 1 คน เคยเป็น ผจก.สาขา/ภาค ของ ธนาคารเอกชน แห่งหนึ่ง (เกษียณมานาน แล้วแต่ยังแข็งแรง)

*** เห็นมั้ยคะ ว่า “ต้นทุนชีวิต ที่แตกต่างกัน” มันไม่มีผล ต่อการประสบความสำเร็จ หรือ การใช้ชีวิตเลย

ทุก ๆ อย่างนอกเหนือจาก สติปัญญาแล้วนั้น ~~ มุมมองความคิด, ความพลิกแพลง, วิธีการใช้ชีวิต, ความขยัน, ความเพียร, ความกล้าท้าทายสิ่งใหม่ ๆ ,  การคว้าโอกาส เมื่อเห็น หรือ หาโอกาสพัฒนาตัวเอง ฯลฯ

$$$ โชคชะตา ไม่ได้เป็นตัวกำหนดชีวิตของคน $$$

มันอยู่ที่ตัวเรากำหนดเอง และ ตัวเรามองคุณค่าของตัวเราเอง อย่างไร???

และ มองเห็น หรือไม่??? .. 

—————————————————-

:::::::::  เรื่องที่ 2  :::::::::

เอาเรื่องนี้แล้วกัน เรื่องของเราเอง
*อันที่จริง เรามีหลายเรื่อง แต่ปกติไม่เคยค่อยจะเล่าอะไรให้ใครฟัง นอกจากถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ หรือ เห็นอะไรที่ ตะเตือนใต (สะเทือนใจ) แล้วอดไม่ได้ต้องพูด.
เป็นเรื่องสมัยเราเด็กประถม ป.4  นี่ไม่ได้ยกหางตัวเองนะคะ, แต่แค่อยากจะสื่อเพื่อสร้างความเข้มแข็ง สู้ และไม่”กลัว” อุปสรรค, ไม่”กลัว” ที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด และการกระทำแบบไมย่ำอยู่กับที่. กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงวิธี (วิถี) การใช้ชีวิต.
สมัยเราเด็ก ๆ จะมีเพื่อนผู้หญิงแถวบ้านที่โตมาด้วยกัน ชื่อ เพื่อน ต. + เพื่อน ศ. ทั้ง 2 คนได้เรียนพิเศษ และเด็กๆ เพื่อนผู้ชายในซอยบ้าน (เพื่อน ๆ แถวบ้านส่วนใหญ่ จะเป็นแนวเด็กเรียน เค้ามีพ่อแม่อยู่พร้อมหน้า พร้อมตามีความสุข อบอุ่นมีฐานะดี, เพราะพ่อแม่รักกันดี ช่วยกันทำมาหากิน.)
เราก็อยากเรียนพิเศษเพิ่มเติม แต่แม่เราไม่มีตังค์ให้เรียนพิเศษ, **เราทั้งโทรศัพท์ และเขียน จ.ม. ถึง พ่อเราที่ลงไปทำงานทางภาคใต้ แต่พ่อบอกไม่มีตังค์  (กระซิก ๆๆ) พ่อเราขอย้ายตัวเองไปทำงานอยู่ภาคใต้, ตั้งแต่…ช่วงเราจะขึ้น ป.1  พ่อเราเป็นคนเจ้าชู้มากๆ และมีเมียน้อยเยอะ ซื้อบ้านให้เมียน้อยบางคนอยู่. **(เล่าเพิ่มเติม ด้านล่าง)
เราไม่มีเงินจะไปเรียนพิเศษกับเพื่อน ๆ แถวบ้าน, ก็เอาหนังสือการ์ตูน กับนิตยสาร ที่อ่านแล้ว..ไปนั่งขายตามตลาดนัด.
แม่เราทำคุ๊กกี้เป็น  เราก็ขอให้แม่ ทำคุ๊กกี้, ทำขนมโดนัท, ทำสลัด, ให้เราทุก ๆ เสาร์-อาทิตย์ ที่เราขยัน,  เราก็ไปเดินขายตามซอยแถวบ้านบ้าง, เอาไปนั่งขายตามตลาดนัดบ้าง, เทปเพลงของพี่สาว-พี่ชายที่ฟังเบื่อแล้ว  เราก็ขอเค้าไปเอามานั่งขายนะ ^^
** แล้วก็ตั้งใจเก็บตังค์ค่าขนมในแต่ละวัน มาหยอดกระปุก — ไว้เพื่อหาซื้อหนังสือภาษาอังกฤษ และหนังสือเลขมาติวเรียนเองนอกเวลา, มาฝึกเพิ่มเติมจากหนังสือเรียนของโรงเรียน.  
— สมัยก่อน มีแผงตลาดนัดหนังสือมือสอง ที่สนามหลวง — เรานี่ นั่งรถเมล์คนเดียวไปเดินหาซื้อ ไปเดินค้นหาหนังสือเรียนมือสอง บางทีไปค้นเจอหนังสือเนื้อเพลงฝรั่งสมัยก่อน ชื่อ YEAR BOOK  ที่จะออกมาเป็นรายปี เอามานั่งฝึกร้องเพลง แถมได้ภาษา ไปในตัว อยากรู้คำไหนก็เปิด ดิคชันนารีหาความหมาย.
— ตอนนั้น ห้างสรรพสินค้าพาต้า เพิ่งเปิดใหม่ ๆ — เราก็นั่งรถไปคนเดียวชอบผจญภัยค่ะ ไปเดินหาซื้อหนังสือที่ ชอบห้างพาต้าฯ เพราะแอร์เย็น นึกถึงแล้วมีความสุขมาก ตอนไปเดินห้างเลือกหนังสือ🙂
เกิดไม่ทันกัน หล่ะสิ ^_^..
  • ตั้งแต่สมัยประถมฯ ในทุก ๆ วัน เราจะนั่งเปิด “ดิคชันนารี (Dictionary)” ท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษเอง อย่างน้อยวันละ 20 คำ,  เวลานั่งส้วม เรายังต้องท่องศัพท์ให้ได้ สัก 4-5 คำอ่ะ  ส่วนหนังสือที่ซื้อเพิ่มมาเพื่อเอามาฝึก Grammar, ไวยากรณ์อังกฤษนี่ หนู แย่ มากค่ะ. ก็ขยันฝึกเข้าไป.
  • เอาหนังสือเลข มานั่งแก้โจทย์เอง, นี่ยิ่ง งง ใหญ่แต่ก็ฝึกทุกวัน — บอกเลยเป็นคน “เกลียด และโง่” ในวิชาเลข มาก ๆ

นอกเหนือจากการเล่นไร้สาระ สมัยประถม – มัธยมแล้ว   เราจะชอบพูดคุย ติววิชาเรียนกับเพื่อน ๆ ในห้องเรียนสมัยประถม และมัธยมต้น, และถามเพื่อน ๆ แถวบ้านเกี่ยวกับวิชาภาษาอังกฤษ  และ วิชาเลข ที่เราโง่ — เพื่อนสาวแถวบ้านทั้ง เพื่อน ต. และ เพื่อน ศ. ก็ช่วยสอน ช่วยบอกในสิ่งที่เค้าได้ไปเรียนเพิ่มมา

….ขอบใจจริง ๆ🙂 เพื่อนเอ๊ย.

ผลลัพธ์:-  มันทำให้เราได้งานดี ๆ ที่ต้องใช้ทักษะด้านภาษา ถึงแม้ Grammar ยังอ่อนแต่โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานที่ช่วย (ขอบคุณเค่อะ) และต้องติดต่อธุรกิจที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ และเงินเดือน ok เอาตัวรอด และให้แม่ได้.

ข้อเสียเค้าก็มีเยอะนะ:-  ถ้างานไหน ทำแล้วไม่ใช่ไม่ชอบ จะทำได้ไม่นาน หยิ่งและไม่ทน นิสัยไม่ดีเนอะ,  แต่ถ้าเป็นงาน NGOs ที่ต้องสู้รบปรบมือกับพวกคอร์รัปชั่นในพื้นที่ หรือ ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ ลำบาก ๆ เนี่ย เรานี่ สู้ไม่ถอย  — ถนัดนัก.  

เคยโดนขู่จะเอาปืนยิงหัว จะดักเอาไม้ตีหัวบ้างหล่ะ ฯลฯ  ที่ จ.พังงา… จนลูกน้องดิชั้นลาออกไป 2 คน, แต่เค้าไม่กลัว ! เกลียดนักคนพวกนี้.

+++++++++++++++++++++++++++

ขอย้อนกลับมาเล่าถึง ในส่วนของครอบครัวเราสมัยก่อนบ้าง

– แม่เรา ก็เป็นแม่บ้านไม่ได้มีการศึกษาสูงเลย จบแค่ ป.4  แต่แม่เรา หล่อนเสพติดหวยมาก ๆ + เล่นแชร์ เป็นท้าวแชร์โดนโกงเป็นหนี้หลาย ๆ หมื่นบาท บางทีร่วมแสน (นี่…เป็นสาเหตุที่เราเกลียด หวย + เกลียดการพนันทุก ๆ อย่าง)
พ่อเรา เป็นทหารเป็นคนระเบียบจัดตาม สไตล์เด็กนักเรียนเตรียมทหาร -> นายร้อย จปร. -> จบเสนาธิการทหารบก, ยศตำแหน่งค่อนข้างสูง ผู้หญิงก็ยิ่งชอบ. มีผู้หญิงไปทั่ว มีเมียน้อยอีก 2 – 3 คน  แล้วพ่อก็ไม่ได้ใส่ใจความเป็นอยู่ทางฝั่งแม่เราซึ่งเป็น เมียหลวง เท่าที่ควร.  ไม่ยอมอยู่ กทม. กับแม่เรา ทุก ๆ 1-2 เดือน  พ่อถึงจะขับรถขึ้น กทม. มาหาเราสักครั้ง.

***แต่ดีอย่าง ที่เค้า “เจียด” เงินส่งเสียแม่เรา และให้ลูกทุกคนเรียนเอกชน, แต่แบบ “เจียด” เลยอ่ะ คือ แม่เราไม่สามารถฟุ่มเฟือยได้เลย.  แม่ขอเพิ่มก็ไม่ให้ ขอลงไปหาที่ภาคใต้ก็ไม่ยอมให้ไป. เพราะเค้ามีลูกใหม่ อีก 3 คน.

พ่อเราเป็นคนดุมาก ๆ และ ทุกอย่างต้อง “เป๊ะ” ตามสไตล์ทหาร, ห้ามอ่อนแอ, ห้ามร้องไห้ เพราะจะโดนไม่ใช่น้อย.  ถ้าเวลาพ่อกลับมาเยี่ยมบ้านหาแม่ ที่กทม. เพื่อน ๆ ในซอยบ้านเช่น เพื่อน ต.  และเพื่อนเด็กผู้ชายแถว ๆ บ้าน จะไม่แหย๋มมาเล่นกับเราเลย.
ตอนอนุบาล 2 ดิชั้นจำได้ไม่เคยลืม …เคยโดนเข็มขัดฟาดขามาแล้ว แบบแนวขึ้นเลย สาเหตุเพราะเราร้องไห้เรื่องเดินถือจานข้าวมา แล้วจานหลุดมือค่ะ คือ เราทำหล่นเอง แล้วร้องไห้ไง,  ดิชั้นเลยโดนฟาด และสั่งให้หยุดร้องไห้ ห้ามสะอึกสะอื้น…. พร้อมโดนสั่งสอนเป็นชั่วโมงๆ อ่ะ.  แล้วสั่งให้เก็บจานข้าวที่หก เก็บกวาดเอง อย่าให้เศษข้าวเหลือบนพื้นแม้แต่เม็ดเดียว.  
ให้เอาผ้าชุบน้ำสะอาดมาถูอยู่ 3 รอบก่อน  แล้วในรอบที่ 4 ให้เอาผ้าไปล้างน้ำสบู่ แล้วบิดหมาด ๆ มา ถูพื้น ตรงที่จานข้าวหก อีกรอบ.
~ หนูโดนเลี้ยงมาแบบโหด ๆ ค่ะ.   พ่อไม่เคยโอ๋ ด้วยนะ,  พี่สาว พี่ชายโดนหนักกว่านี้หลายเท่า.
***และนั่นก็เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่เคยโดนพ่อตี และดุ สั่งสอน จัดระเบียบ… แบบ โอ้โห!!! ไอ้เรามันก็แค่ เด็กอนุบาล 2 น่ารักน่าชัง แค่ 4-5 ขวบเองอ่ะ ^_^ จำ และเจ้มแจ็งเบยยยยย  (อารมณ์ตอนนั้น เหมือนเป็น ทหารเกณฑ์ ดีๆ นี่เอง)
ขออภัย นอกเรื่องเยอะไป… แต่เป็นการเล่าพื้นฐานให้ฟัง เพื่อสื่อถึง คนเราไม่ได้มีต้นทุนชีวิต ที่เหมือน หรือเท่ากัน.
 แค่อยากให้มีกำลังใจ และเข้มแข็ง ก็แค่นั้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องนี้ มาได้ไง

“สงครามเวียตนาม”

เรื่องนี้ลุยๆ นี่ เราชอบมาก พ่อเราเล่าให้ฟัง ใครใคร่อ่านๆ ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน ค่ะ.

ตอนนั้นจะมีทหารอเมริกัน, ทหารออสเตรเลีย, ทหารอินโดนีเซีย, และ ทหารไทย ที่ไปร่วมรบในสงครามเวียตนามนี้.  (เวียตนามเหนือ กับเวียตนามใต้).
ตอนพ่อไปรบ สงครามเวียตนาม ยังหนุ่มแน่นยศแค่ร้อยตรี,  ระหว่างเดินตระเวนเรียงแถวในกลุ่มทหารไทยประมาณ 40 คน ~~เพื่อนพ่อที่เดินคนแรกข้างหน้าพ่อ (พ่อเราเดินคนที่ 2 ในแถว) ดันไปเดินเตะสายสลิงสลักระเบิดที่”พวกเวียตกง” วางดักไว้ เพื่อนพ่อโดนระเบิดกระเด็นขาขาดร่างเละ เสียชีวิตคาที่,,,, RIP. ค่ะ คุณลุง.
  • ส่วนพ่อเรา กระเด็นมาตกคูน้ำ สลบบาดเจ็บสาหัสขาเป็นแผลเหวอะหวะ, หน้าแหก, หูดับ ปากเบี้ยวเพราะแรงระเบิดไปทำลายเยื่อแก้วหู เสียเลือดมาก, ลุกไม่ได้ ต้องใช้เวลารักษาเป็น ปี ๆ และผ่าตัดแก้วหูจึงหายเป็นปกติ. (หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาการดีขึ้น ก็ถูกส่งตัวกลับไทย,,,รัฐบาลไทยดูแลค่ารักษาเอง(หรืออาจมีเงินช่วย อันนี้ต้องขออภัยเราไม่ได้ถามพ่อละเอียด และยังไม่ได้สืบค้นข้อมูล..แต่)  ตามสไตล์อเมริกันที่พอหมดประโยชน์แล้ว ก็เชิญคนต่อไปครับ.. อะไรประมาณนั้น
เราถามพ่อว่า ตอนโดนระเบิดเจ็บมากป่ะ—>>>พ่อบอกว่า ไอ้ตอน 5 นาทีแรก มันชาไม่เจ็บ, งงๆ มาอยู่ในคูน้ำได้ไง แต่พ่อบอก โค-ตะ-ระ โมโหมาก เพราะคิดว่าใครแม่งยิงปืนครกมาเนี่ย… หลังจากนั้น ถึงค่อยเจ็บ ลุกไม่ได้ และมองไปรอบ ๆ เช็คดูเพื่อน ๆ ถึงรู้ว่าเป็นระเบิด (ไม่ใช่กับระเบิด เราจำไม่ได้แล้วว่าเป็นระเบิดชนิดไหน)
ในทีมพ่อแต่ละคนกระเด็น กระดอน คนละทิศ บ้างก็หมอบทัน….แต่ที่บาดเจ็บมากที่สุดในหน่วย ณ จุดนั้น จะมี พ่อเรา และอีกประมาณ 3-4 คน ที่เดินข้างหลังตาม ๆ กันมา. นอกนั้นไม่เป็นไร.
***ต้องขอบคุณ ระบบการทำงานที่รวดเร็ว และทันท่วงทีของทหารอเมริกันที่นำเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ณ ยุคนั้น บินมาพร้อมกัน 3 ลำ (ขอเขียนสั้น ๆ ว่า ฮอ.) มาถึงภายในเวลาเพียง 5-6 นาที.  (จุดลาดตะเวนที่โดนระเบิด ห่างจากค่ายใหญ่ประมาณ 60-70 กิโลเมตร แต่แน่นอนว่า ฮอ. เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด  ของอเมริกาที่ผลิตเองอยู่แล้ว มาถึงภายในเวลา 5-6 นาที หลังจากได้รับวิทยุแจ้ง.)
  • ฮอ. 2 ลำแรก จะเป็น ฮอ.ทหารอเมริกัน ที่ยิงสกัดเป็น วงกลม ล้อมรอบ ๆ หน่วยทหารไทยที่จุดลาดตระเวน  พ่อบอกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารอเมริกัน นี่ทันสมัยน่าทึ่งมาก แบบยิงสกัดที 2-3,000 นัดต่อ/นาที  (ต่อนาทีนะคะ คิดดู เวียตกงกระเจิง คงอาจจะหมายถึง ฮอ. ทั้ง 2 ลำบวกกันแล้ว).
  • ส่วน ฮอ. 1 ลำ เป็น ฮอ.ของทีมแพทย์และพยาบาลสนาม จะบินอยู่ตรงกลางวง แล้วลงต่ำ และบินขึ้น แบบตรงดิ่งท่ามกลาง ฮอ.2 ลำที่ยิงสกัด ส่งเปลและสลิงมารับตัวพ่อเรา และเพื่อน ๆ อย่างรวดเร็ว,   บน ฮอ.ทีมแพทย์สนามนี้ จะมีเครื่องมือแพทย์ และ เลือดทุกกรุ๊ปจัดเตรียมไว้พร้อม เพราะเค้าทราบว่า นายทหารคนไหน กรุ๊ปเลือดอะไร.
ในเรื่องของอาหารการกินระหว่างรบนั้น ทางรัฐบาลของอเมริกา  สั่งผลิตอาหารแพ็คสำเร็จรูป 
และขนมผลไม้ จากรัฐบาลญี่ปุ่น ส่งมาทางเรือใหญ่แล้วถึงมีเฮลิคอปเตอร์ของอเมริกัน ไปรับมาอีกที.

เรื่องอาหารการกินของทหารในสงครามเวียตนาม

พ่อบอกว่าคุณภาพอาหารสำเร็จรูปนั้นดีมาก ๆ  ดีมากกกก จริง ๆ รสชาดก็ดีอร่อย… (พ่อ เราย้ำเอง) คือ อาหารคุณภาพดีจริง ๆ เพราะทราบกันดีว่าเรื่องคุณภาพนั้นต้องยกให้ “ญี่ปุ่น”  ส่วนในเรื่องการช่วยเหลือต่าง ๆ และ ทุนทรัพย์แน่นอนว่า อเมริกา จ่ายไม่อั้นในแต่ละสงคราม เพื่อให้ได้คุณภาพของดี และพอเพียง (เหลือเฟือ) สำหรับกองทัพฯ ในทุก ๆ ประเทศที่เข้าร่วมรบในสงครามเวียตนามนี้.  “เพราะกองทัพ เดินด้วยท้อง”

อาหารดี ๆ ขนมปัง แอ๊ปเปิ้ล เหลือเฟือจนต้องแบ่งให้เด็ก ๆ ชาวเวียตนาม ทั้งเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ และญาติ จากสงคราม และผู้คนที่สูญเสียบ้าน ที่มายืนรอขออยู่ใกล้ ๆ ค่ายใหญ่ได้เอาไปกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ.

ลุงของเรา ที่เป็นพี่ชายคนโตของพ่อ ก็เป็นทหารม้า (อยู่ หน่วยรถถัง) แต่ได้ไปเวียตนามด้วยเช่นกัน แต่ไปตอนที่ สงครามเริ่มสงบแล้ว.  ไม่มีอะไรมาก แค่ไปเคลียร์.

——————————————————

เรื่องสุดท้ายนี้ เราค่อนข้างปลื้มแทนคนไทยค่ะ

พ่อบอกว่า  “ทั้งคนเวียตนามทั้งเหนือ และใต้ ชอบคนไทย” นะ, เพราะชาวเวียตนามรู้ว่า คนไทยใจดี เด็กกำพร้า เด็กไม่มีบ้าน คนที่สูญเสียบ้านไม่มีที่อยู่จะชอบขอมาขอเงิน ทหารไทย ๆ ก็ให้ตลอด, และ ทหารไทยนี่จะเป็นพวกแรก ที่เอาอาหาร เอาขนมดี ๆ มาแจกข้างค่าย.

เวลาพวกทหารไทยออกนอกค่ายไปเที่ยวกลางค่ำกลางคืน ก็ปลอดภัยตลอด ไม่มีใครโดนดักตี หรือดักทำร้าย.

ไม่เหมือนพวกทหารอเมริกัน, ทหารออสเตรเลีย และทหารอินโดนีเซีย ที่เวลาออกไปไหนกลางคืน แล้วกลับมาแบบบางทีหัวแตกกลับมามั่ง โดนดักยิงล้อรถมั่ง….

คนไทยใจดี ภูมิใจจัง

จบค่ะ

…………………………………………………….



……………………………………………………………

— Every coin has two sides —

— เหรียญมีสองด้านเสมอ —

every coin has two sides, evil and angle, เหรียญมี 2 ด้านเสมอ, หยิน หยาง, คนดี คนไม่ดี, อย่าไปซีเรียส, ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกันทุกคน, ,คนดีร้อยเปอร์เซนต์ถ้าไปเจอที่ไหนช่วยมาบอกด้วย, ,ลดอีโก้, ,สัจธรรม ,ลดความอิจฉาริษยา ,ฟังให้มากกว่าพูด ,ฟังและคิดให้ดีก่อนพูด, ลั้ลลาอาราเร่, อย่าด่วนตัดสินคน

credit photo: Blu222

……………………………………………………………

every coin has two sides, evil and angle, เหรียญมี 2 ด้านเสมอ, หยิน หยาง, คนดี คนไม่ดี, อย่าไปซีเรียส, ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกันทุกคน, ,คนดีร้อยเปอร์เซนต์ถ้าไปเจอที่ไหนช่วยมาบอกด้วย, ,ลดอีโก้, ,สัจธรรม ,ลดความอิจฉาริษยา ,ฟังให้มากกว่าพูด ,ฟังและคิดให้ดีก่อนพูด, ลั้ลลาอาราเร่, อย่าด่วนตัดสินคน, อย่าตัดสินคนแค่รูปลักษณ์ภายนอก, ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ, หลอกใช้คน, วัวลืมตีน

อย่าตัดสินคนแค่รูปลักษณ์ภายนอก

Every coin has two sides. 

เหรียญยังมี 2 ด้าน. คนเราก็มีสองด้านเช่นกัน.
1.ด้านมืด-ด้านไม่ดีก็แค่ให้รู้ไว้ในจิตของเรา ว่ามันไม่ดี มันไม่ใช่สิ่งชอบ ก็อย่าได้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง, ถ้าตักเตือนเค้าไม่ได้ ก็แค่ให้มองข้าม หรือตัดออกไปเลย (ถ้ามั่นใจแล้วว่าเขาไม่ได้ใส่ใจความห่วงใยของเรา) ไม่ย้ำคิด ไม่ย้ำพูดเตือนให้เป็นอารมณ์. 
      (ปล.) “คนประเภทปิดทองหลังพระ” ก็มีเยอะ อย่าลืมว่าคนเราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง, เพียงแต่เราแค่อาจจะไม่เห็นเวลาที่เค้าทำในสิ่งที่ดี ๆ ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์, ลดอีโก้ EGO ลงไม่ใช่คิดแต่อิจฉา แล้วไปว่าเค้าว่า ไม่เก่ง ไม่ดี อย่างนั้นอย่างนี้.
และ อื่น ๆ อีกหลาย ๆ เหตุผล>>>ฉะนั้น อย่าด่วนตัดสินคน.

2. “ด้านสว่าง-ด้านดี” ก็ควรยินดี ชื่นชมเขา แล้วขอแค่ “เปิดใจ” ดูว่าเค้ามีวิธีปฏิบัติยังไงแล้วดี แล้วเจริญ และก็แค่นำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตของเราไป.
     (ปล.) “คนประเภทเก่งในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง ทำดีเฉพาะต่อหน้าสาธารณชน พูดเอาดีเข้าตัว ให้ตัวเองดูดีน่านับถือ” ก็มีเยอะ แต่แท้ที่จริงแล้ว เค้าแค่เป็นคนที่ฉลาดในการ “ใช้คน”  ปากปราศรัย-น้ำใจเชือดคอ เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ “แบบเนียน” สุด ๆ
และ อื่น ๆ อีกหลาย ๆ เหตุผล>>>ฉะนั้น ก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินคน อีกเช่นกัน.

***การนำสิ่งดีๆ ด้านดีๆ ของคนมาปรับใช้ ก็ขอแค่ให้อยู่บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนใคร + ไม่ขโมยเอาความคิดไอเดีย ของใครมาเป็นของตัว แล้วอวดเก่ง อวดฉลาดไปทั่ว.
ที่สำคัญ ต้องไม่สูญเสีย “ความนับถือตัวตนของเรา” พอใจในสิ่งที่เรามี ยินดีในสิ่งที่เราเป็น,
…แค่นี้ชีวิตก็ Happy Ending ลั้ลลา อาราเร่ แล้วจ๊ะ.

ที่สำคัญ มนุษย์เราส่วนใหญ่ “ชอบมองคนที่รูปลักษณ์ ความสวยงามภายนอก” เท่านั้น ก็คิดตัดสินไปแล้วว่า คนๆ นี้ดี มีน้ำใจ ฯลฯ นี่เรื่องจริง.
จากใจ:- Jessica Jee

🙂 ยิ้มสิคะ จะรออะไรอยู่ ^^

#EveryCoinHasTwoSides, #อย่าด่วนตัดสินคน, #อย่าไปซีเรียส, #สัจธรรม, #ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกันทุกคน, #คนดีร้อยเปอร์เซนต์ถ้าไปเจอที่ไหนช่วยมาบอกด้วย, #ลดอีโก้, #ลดความอิจฉาริษยา, #ลั้ลลาอาราเร่, #LiveAndLearn, #อย่าตัดสินคนแค่รูปลักษณ์ความสวยงามภายนอก, #เวลาจะบอกความเป็นตัวตนของคนๆนั้น,  #ปรับเปลี่ยนนำสิ่งดีๆของคนนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์โดยไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง