Part 1 เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A glass half full น้ำครึ่งแก้ว”

หมายเหตุ:- โพสนี้ ไม่ได้มารีวิวผลิตภัณฑ์ใด ๆ ค่ะ.  เราจัดโพสนี้อยู่ในหมวด Life & Relationship จะเปรียบดั่งไดอารี่ส่วนตัวในส่วนที่เปิดเผยได้,  และยังมีบางเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทั้งไทย + ทั้งเทศ ยังไม่เปิดกว้างและไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับอยู่ เอาไว้รอถึงเวลา เมื่อวันนั้นมาถึงค่อยว่ากัน.

หากท่านใดคิดว่าจะมีประโยชน์กับตัวท่าน ก็เชิญอ่าน ได้ตามสะดวกค่ะ, มันอาจจะมี “สาระ” ซ่อนอยู่ก็เป็นได้!!!,  ต้องขออภัยจ๊า ถ้าหากท่านใดรอ รีวิวเครื่องสำอาง ต้องเป็นโพสหน้าโน้นนนน ค่ะ  ***คำเตือน และขออภัย เพราะโพสนี้อาจมีคำไม่สุภาพแทรกเข้ามาบ้าง.

—————————————————————

(Part 1) เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A glass half full น้ำครึ่งแก้ว”  

โหมดชีวิต (Drama) นี้ เริ่มจากเมื่อคืนนี้ เราดั้นนนน…. กดเข้าไปดู Youtube ของทาง Samaritans ตอน “LISTEN WITH HEART | ฟังด้วยใจ” เทปตอน “เป้ อารักษ์ กับการฟังที่จะเปลี่ยนชีวิตที่เหลือของเขา”  อันนี้โดยบังเอิญ เลยกลายเป็นเรื่องเลยค่ะ. แบบมันโดน ตะเตือนใต น่ะค่ะ ทิ่มจึ๊กที่กลางใจ เลยทำให้เรานอนคิดทั้งคืน แล้วก็นอนนึกถึงเพื่อน 3 แบบ.

แบบที่ 1   =   เพื่อนสนิทผู้ชาย คนหนึ่ง, ที่เรากับแฟนเรา รู้จักมันมากันมาได้ 5 – 6 ปี เราไว้ใจมันมาก เป็นแบบเพื่อนจริงๆ ไม่มีชู้สาว, เรียกกันขึ้น กู-มึง-อี-ไอ้ คุยกันเฮฮาสนุกสนาน โคดจะนิสัยดีมาก เป็นคนซื่อสัตย์นิสัยกล้าหาญ, ทำงานเก่ง แต่เสียชีวิตโดยที่ไม่ได้ฆ่าตัวตาย และไม่ใช่อุบัติเหตุ เมื่อ พ.ย. 57 สาเหตุขอเก็บเป็นเหตุผลส่วนตัว.

แต่เรารู้สึกผิด และเสียใจมากๆ ที่เมื่อตอนที่มันโทรมาหาเรา แต่เราไม่ได้ฟังมันพูดแบบจริงจัง, มันบอกมันอยากเจอเรา… แต่เพราะเรามัวแต่คุยตลกโปกฮา ไร้สาระ, แถมยังพลาดรับสาย ไม่ได้โทรติดต่อกลับตอนมี missed call จากมัน ทำให้ทุกวันนี้ยังคิดถึงมัน ว่าทำไมเราไม่ติดต่อกลับตอนนั้น – ตอนนั้นเรามัวรีรออะไรวะคะ… ทุกวันนี้ เราก็ทำได้แค่สวดมนต์ แผ่ส่วนกุศลไปให้ เวลาทำบุญก็อุทิศให้ทุกครั้ง. 

…………………………………………..

แบบที่ 2   =   เป็นแกงค์เพื่อนสนิทสาวล้วนสมัยเรียน ปวช./มัธยมปลาย วัยใสๆ ขบเผาะ ที่คบกันมาได้ 25 – 26 ปีแล้ว. ตั้งแต่หน้าตึงไม่ต้องใช้ครีม จนตอนนี้ก็ยังสวยตึงกันอยู่🙂 (มั้ง)  เรียกได้ว่า สนิทกันจนเรียกชื่อบุพพการี แทนตัวประมาณนั้น, ด่า และนินทากันได้ทุกเรื่อง ถถถถ++ ในกลุ่มเราก็จะมีกันหลากหลายนิสัย ตั้งแต่ “อ่อนไหว + อินโนเซนส์ ไปจนถึง ทะลึ่ง + กักขฬะ” อย่างเจ้าของ blog นี่. 

แกงค์สาว ๆ นี่ ก็วีรกรรมเยอะ และหลากหลายกันไปตามสไตล์ของแต่ละคน

Partner in crime

นับว่าเป็นช่วงวัย ที่สนุกสนานมาก และเป็นช่วงวัยฮอร์โมนว้าวุ่น ทำตัวไม่ค่อยถูกเวลาเจอคนที่แอบชอบอะไรประมาณนั้น. อิชั้นก็มีโมเมนท์นี้เน้อ ^^ นึกถึงแล้วช่วงวัย 14 – 16 ปี สำหรับเรานี่ เป็นช่วงที่สับสนและสนุกคละเคล้ากันไป และเป็นวัยปรับตัวสู่ภาวะผู้ใหญ่เหมือนทุก ๆ ท่านที่เคยผ่านกันมา.

…………………………………………..

<<คำเตือน:- ตัวอย่างที่จะเล่าด้านล่าง แบบที่ 3 นี่ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะ น้อง ๆ ห้ามเอาเป็นเยี่ยงอย่าง, ไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม, และไม่เหมาะกับผู้ที่ดูแลตัวเองไม่เป็น และ ที่สำคัญ! ควรอยู่ภายใต้สายตาของผู้ปกครอง นะก๊ะ>>

***อันนี้เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ให้ความรู้สึกแบบเราไม่น่าเกิดเป็นผู้หญิงเลยอ่ะ #แมนๆครัช

แบบที่ 3   =   เป็นแกงค์เพื่อนสมัยเรียน ป.ตรี ที่มารู้จักกันตอนช่วงปี 3 ซึ่ง หนึ่งหนุ่มในแกงค์นี้ คือ แฟนเก่าของเราเอง, ในแกงค์จะมีเราเป็นผู้หญิงคนเดียว นอกนั้นเป็นผู้ชายหมด 15 – 16 คน เราไว้ใจและรู้สึกปลอดภัย เพราะเป็นเพื่อน ๆ ของแฟน, จึงเฮไหน-เฮนั่น เที่ยวไหน-เที่ยวนั่น เมาไหน-เมานั่น  แต่เราเป็นคนรักษาภาพลักษณ์ค่ะ ไม่ทำตัวไม่เหมาะสม คือ ซ่าส์ในกรอบ มีลิมิต,  แล้วในแกงค์เรา เราได้รับการยอมรับ นับถือ (และ ด่า) ในฐานะที่เป็น “สิ่งเปลืองเหล้า” มักจะโดนเชียร์ให้กินแต่กับข้าว และขนม, แต่คือมันไม่ใช่แนวเราไง.  จะเรียกว่าโชคดี หรือไม่ ก็ไม่ทราบ เพราะว่าร่างกายเราสามารถถ่ายเทแอลกอฮอล์ออกทางปัสสาวะได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมันช่วยได้มาก. เราจะเป็นคนที่ “ชิ้งฉ่อง” เก่ง และเยอะมาก เพราะเป็นคนที่ดื่มน้ำเยอะมาแต่เด็กๆ ช่วงวัยรุ่นไร้เดียงสา เราเคย ‘นอยด์’ อยู่เหมือนกัน ว่า รึเราจะเป็นโรคไต ไตทำงานหนัก ไตเสื่อมหรือ ไตไม่ดี? เด็กหนอเด็ก….

คุณครูสมัยประถมฯ สอนให้ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6 – 8 แก้ว, แต่ เจ้ IBM. คนนี้ สามารถดื่มน้ำขวด 1.5 ลิตรแบบขวดใหญ่ที่ขายตามห้างฯ ได้ถึงวันละ 5-6 ขวด แบบชิลด์ๆ,  ขนาด ช้างยังต้องอายเรา.

นอกเรื่องแป๊บ ขอท้าวความยาวไปถึงอดีต  :-)  สมัยเราตอนเด็ก, ในซอยบ้านนี่ เด็กผู้ชายล้วน ๆ มีเด็กผู้หญิงอยู่ 2 คน ที่แลจะทะโมน เล่นกระโดดถีบ กระโดดเตะ วิ่งไล่จับแบบเด็กผู้ชาย สไตล์ไอ้มดเอ็กซ์ หรือไม่ก็ ตำรวจอวกาศเกียบัน ถ้าเป็นมนุษย์ไฟฟ้าที่เป็นสีๆ ดิชั้นจะต้องเป็นตัว “สีแดง” เท่านั้นนะคะ เพราะต้องเป็นหัวหน้าใหญ่ (ไร้สาระจริง ๆ), ทอยตุ๊กตุ่น, เล่นหุ่นยนต์กัน,  จิ้งจก และหนอนแก้วโยนใส่กัน

ตอนที่น้ำท่วม กทม. เมื่อสมัยเด็ก ๆ เค้าจะสร้างสะพานทางเดินในซอยให้เป็นทางยาวตลอด ตรงไหนที่น้ำไม่ท่วม เราก็เดินลุยไปขุดดินวิ่งหาจับไส้เดือนตัวอวบอ้วน มาโยนใส่เด็ก ๆ ผู้ชายบางคนที่กลัว, เราก็เล่นช้อนปลา, เล่นกระโดดถีบ (Sky kick) ตกสะพาน จนน้ำตกท่าเปียกกัน  จนบรรดาแม่ๆ ของเด็กผู้ชายแถวบ้านบางคน มาฟ้องแม่เรา และห้ามลูกเค้าไม่ให้มาเล่นกับเรา หุๆๆๆ.  แต่ ณ ปัจจุบันนี้ จะสวดมนต์เผื่อแผ่ส่วนกุศลไปให้สัตว์เหล่านั้นตลอด T_T

*** วีรกรรมอีกอย่างนึง คือ ตอน ป.5 เราไปต่อยเพื่อนผู้ชาย  ปากแตกร้องไห้ในห้องเรียนจนโดนครูตี ทั้งคู่. แต่ถ้าเป็นตอนนี้ เราคงโดนเพื่อนคนนั้นสอยอัปเปอร์คัตน๊อคไปแล้ว ~~~เพราะตอนนี้ เราก็แค่ผู้หญิงอ่อนแอ ๆ คนนึงที่นั่งเย็บปักถักร้อย + จัดดอกไม้ + เตรียมอาหารใส่ขันโตก…. ฤาจะเอาแรงที่ไหนไปสู้… (พูดไป พับผ้าไป)

กลับเข้าเรื่อง…..เราเคยพาทั้งแกงค์ไปเที่ยวบ้านเรา ซึ่งเป็นวันสอบเสร็จช่วงกลางภาคเรียนตอนอยู่ปี 4  ไปนั่งฉลองกันที่บ้านเลย พาทั้งแกงค์ ไปไหว้แม่เรา ให้แม่เห็นว่ากลุ่มเพื่อนผู้ชายพวกนี้ ไว้ใจได้ ปลอดภัย ไม่มีเรื่องเสียหาย.  

เคย “แข่งท้าดวลกัน โดยใช้ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง และ ลูกผู้ชายเป็นเดิมพัน = โดยการ  “ดวดเหล้าเพียว ๆ On The Rock” กับพวกผู้ชายในแกงค์ เรานี่นั่งตาใส หัวเราะร่าเริง รินหาย ๆ คุยเรื่องปัญญาอ่อน ไร้สาระ กับเพื่อนๆ ที่ยังไม่สลบอีก 4 – 5 คน ยันพระอาทิตย์ขึ้น อย่างสนุกสนาน แถมต้องมาคอย ลูบหลังไอ้พวกที่สำรอกอาหารเก่า และเหล้าออกมาอีก บางคนทำเนียนแพ้แล้ว ชิ่ง ขอตัวหนีกลับบ้านไปเองก่อน,  พอพวกที่สลบฟื้นคืนชีพ ตอนสาย ๆ ก็ขับรถกลับบ้านใครบ้านมัน หรือขึ้นแท็กซี่กลับกันเอง.

สรุปผล:-  ดิชั้น สามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงแกร่ง ให้โลกได้รับรู้แล้วค่ะ🙂

*** จำไว้นะคะ เมาไม่ขับ ดื่มอย่างมีสติ”  รึไม่ก็กลับเช้า อิอิ แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ปกครองก่อนนะจ๊ะ.

  • แม่เราตื่นมาใส่บาตรตอนเช้า เห็นลูกสาวนั่งห้าว ๆ ถึก และบึกบึน หล่อนก็คงปลงแล้วหมดห่วงว่า นี่แม่มีลูกสาว หรือลูกชายกันแน่วะคะ,  เพราะเรานั่งฉลองกันยันเช้า เกินกว่าครึ่งในแกงค์ คอพับหลับคาวง.  เราชอบพาเพื่อน ๆ ในแกงค์มาบ้าน เพราะเราต้องการให้แม่รู้สึกไว้ใจ และปลอดภัย และลูกสาวคนนี้ ไม่ทำเรื่องเสียหาย ^^ ถ้าจะไปเที่ยวไหนจะบอก และขออนุญาตก่อนเสมอ.

ในวันสุดท้าย ของการสอบปลายภาคเรียนที่ 2 ของปี 4  เสร็จสิ้น  — พวกเราก็ฉลองข้าวเย็น กับนั่งเมาท์ร่วมกัน ณ โรงอาหารที่มหาวิทยาลัย,  แล้วมีคนนึง บรรเจิดไอเดีย ว่า ไป “เฮ้ย…ไปภูเก็ต” กัน  ทุกคนเงียบ..อึ้ง..ไปพักนึง เพราะเวลาไปไหนไกลสุดก็แค่ กรุงเทพ – หัวหิน เพราะขับรถแค่ 2 – 3 ชั่วโมง แล้วเพื่อนยังมีบ้านที่ชะอำ กับหัวหิน.  ไม่ทันไร พอกินอาหารเย็นกันเสร็จ เหลือกตามองกันไปมา แล้วเด้งตัวจากโต๊ะอาหาร มุ่งไปที่รถกันทันที.

รู้ตัวอีกที โน่น….ทั้งแกงค์ก็นั่งพักรถ และอาหารทานข้าวกะเพราไข่ดาว กันที่หัวหินประมาณ 21-22:00 น. พักแข้งขา นั่งโม้กันแป๊บ, ก็บึ่งรถมาให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นที่ “ภูเก็ต” และนั่น ก็เป็นการมา “ภูเก็ต” ครั้งแรกในชีวิตของเรา เมื่อ 21 ปีก่อน มาถึงกันตอนตี 4 กว่า ๆ ทันพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว 3 หาดพอดี :-) 

…………………………………………..

Update @ November 5, 2015  ลืมเล่า

แบบที่ 4  เพื่อนสมัยเรียน ป.โท

อันนี้ บอกตรง ๆ ว่าไม่ค่อยสนิทมากนัก เพราะเรียนภาคพิเศษเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ แล้วตอนนั้นเราอายุ 25 ขวบ,  แต่เพื่อน ๆ ส่วนอายุ 35 – 55 ปี ที่ส่วนใหญ่ทำงานราชการ เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นคุณครู เป็น อบต. — จะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเราอยู่แค่ 4-5 คน 

ไม่ค่อยมีอะไรมาก ไปเรียนเสร็จก็กลับ พอจะสังสรรค์กันเค้าก็ไปแนว คาราโอเกะ  (“_”) อุ๊ต๊ะ…บอกตรง ๆ ว่าไม่ใช่แนวเราเลยอ่ะ ถถถถถถถ+ ก็เลยห่าง ๆ แล้วเค้าจะออกแนวผู้ใหญ่ ๆ กัน.

จบข่าวชาวบ้านแต่เพียงเท่านี้🙂

*พิมพ์ผิด ตก ยกเว้น เพราะเค้าง่วงนอน ไว้เดี๋ยวค่อยมาเช็ค

………………………………………………………..

แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับ A glass half full ล่ะ

เราขออนุญาตไปต่อ (Part 2) ที่โพสใหม่นะคะ โพสนี้ มันชักจะยาวเกินไป.

ไม่รู้จะมีใครอ่านรึปล่าว แต่เราก็สุขใจที่ได้เล่า (พิมพ์) ^^

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s