Part 2 เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A glass half full น้ำครึ่งแก้ว”

[Part 2] เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A glass half full น้ำครึ่งแก้ว”

ในพาร์ทที่สองนี้ ซึ่งเป็นพาร์ทสุดท้ายนี้ “เจ้าของบล็อก” เขียนแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ในเชิงผสม”ปรัชญา, จิตวิทยา และความรู้สึกที่เกี่ยวโยงกับหัวข้อโพส “เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ” ใน Part 1 จากประสบการณ์ของเรากับเพื่อนๆ และคนรอบตัว ที่เกี่ยวกับชื่อโพสที่เราเขียนมานี้เท่านั้น นะคะ

* ซึ่งทฤษฎีน้ำครึ่งแก้วนี้ มันผสมผสานปรับใช้ได้หลากหลายสถานการณ์แตกต่างกันไปในแง่ของ ธุรกิจ, เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ)

หากบทความนี้ไม่ถูกต้อง หรือมีอะไรบกพร่องในแง่วิชาการ, ขัดแย้งต่อความคิดเห็นของผู้อ่าน, เจ้าของบล็อกต้องขออภัย ขอน้อมรับข้อติชม และยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ต่างกันออกไปค่ะ พร้อมตรวจสอบ และแก้ไขค่ะ

ขอบคุณค่ะ Jessica Jee @i am beauty monster blog

Post หน้า จะเข้าสู่โหมดรีวิวผลิตภัณฑ์ความงามเหมือนเดิม ค่ะ  :-) ยิ้มหวาน ๆ

Share บทความได้ไม่ว่ากัน หากท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์.
แต่ขอนิดเดียวว่า *ขอสงวนลิขสิทธ์ ห้ามcopy ห้ามดัดแปลงบทความทั้ง 2 ภาคของเรานะจ๊ะ
รักนะ จุ๊ฟๆ!!! เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด.

A glass half full. “น้ำครึ่งแก้ว”

คนรักแมว, friendship, ทฤษฎีน้ำในแก้ว, น้ำครึ่งแก้ว, น้ำเต็มแก้ว, แก้วเปล่า, แก้วที่คว่ำอยู่, cat, ความห่วงใย, การรับรู้รับฟัง, ปรัชญา, จิตวิทยา, เพื่อนไม่เคยทิ้งกัน

Credit pic:- I googled this pic from the internet, thank you the real owner. Appreciated.


 

เครดิตรูป จาก Higher Perspective Facebook

……………………………………………………………

หลายท่านคงเคยได้ยินกันมาบ่อย ๆ ในแง่ความหมายของทฤษฎี (หรือคำเปรียบเทียบ) “น้ำครึ่งแก้ว” A glass half full ที่จะเป็นในแง่ของวิสัยทัศน์ และ/หรือทัศนคติของบุคคล เช่น ความคิดแง่บวก  และความคิดแง่ลบ, การมองโลกในแง่มุมที่แตกต่างของแต่ละบุคคล, การมองเห็นโอกาส, วิสัยทัศน์ต่าง, ฯลฯ.

บางท่านอาจจะยังไม่เคยทราบ หรือ แม้แต่เพื่อนเราบางคน ที่ยังไม่เคยรู้ และไม่เข้าใจความหมายเหล่านี้ หรือเคยรู้เคยเข้าใจแต่อาจจะหลงลืม ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมนุษย์.

1. “น้ำเต็มแก้ว

คือ คนที่พัฒนาได้ยาก. แก้วน้ำที่มีน้ำเต็มแก้วก็เปรียบเหมือนกับการที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ไม่กล้า, กลัวการเปลี่ยนแปลง, ego สูง กลัวการเสียหน้า, ไม่ชอบที่จะเปลี่ยนแปลง ดื้อเงียบ, “Conservatism, traditionalism” เป็นคนยึดติด, หัวโบราณ  (หมายเหตุ:- Conservatism นี้เราไม่ได้มองในแง่การเมือง หรือไม่ได้ต้องการที่จะขัดแย้งประเพณีใด ๆ นะคะ เราแค่พยายามหาตัวอย่างที่ใกล้เคียง เพื่อมาเปรียบเทียบกับ “น้ำเต็มแก้ว” ที่เกี่ยวโยงกับหัวข้อโพสของเจ้าของบล็อก ค่ะ)  และ/หรือยากที่จะยอมรับนำเอาสิ่งใหม่ๆ ดีๆ กว่าเข้ามาในชีวิต ยังคงพอใจ และยึดติดกับสิ่งเดิมๆ หรือ สิ่งที่มีอยู่ หรือ ย่ำอยู่กับวิธีคิด และวังวนปัญหาเก่า ๆ

ถึงแม้ว่า เขา/เธอ จะเป็นฝ่ายที่เข้ามาขอคำปรึกษาจากเพื่อนหรือคนรอบตัวที่เขาไว้ใจ และได้รับคำแนะนำ คำปรึกษาไปแล้ว แต่ก็คิดว่า ข้าจะทำแบบเดิมเนี่ยแหล่ะ คำแนะนำ ความคิดเห็นของเธอ แน่ใจรึ? ว่าจะถูก?  อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ

อันนี้ เราไม่ว่ากันเพราะในความเป็นจริง ไม่มีความคิด ความรับรู้ของใครที่ จะถูกจะผิดได้ 100% อย่างเสมอไป.

คิดว่าความรู้ที่มีอยู่เพียงพอแล้ว เรียนมาเยอะแล้ว (อีกแง่ อาจจะเป็นการขี้เกียจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็เป็นได้), การพัฒนาความรู้ ความคิด “จิต” และ”ตัวตน” จึงทำได้ค่อนข้างยาก ถึงแม้บางท่านอาจเรียกว่าเป็นคนที่มีความมั่นคง

***แต่ (ความเห็นส่วนตัวของเรานะ) เราว่าเป็นความมั่นคงที่ “ไม่ใช่ในแง่บวก” เลยค่ะ.

———————–

2. “น้ำครึ่งแก้ว

พร้อมที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนนำมาปฏิบัตินำมาใช้พัฒนาชีวิต, ชอบเรียนรู้ ขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ ใส่ตัว.  ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นแก้วที่ไม่มีวันเติมเต็ม ไม่ว่าใครจะใส่ความรู้ ใส่คำสอน คำเตือน ลงมามากสักเท่าไหร่ ก็ยอมรับฟังเพื่อไปปรับปรุง และแก้ไข. นำความรู้ที่มีอยู่ และความรู้ใหม่ ๆ มาดัดแปลง ปรับปรุงใช้ให้เหมาะกับชีวิตส่วนตัว หรือหน้าที่การงานของตน.

-> คนประเภท “คิดนอกกรอบ (Think outside the box)” จึงมองเห็นโอกาสดี ๆ ในทุกสถาณการณ์ แม้จะเป็นเวลาวิกฤตก็ตาม, คิดและมองต่างมุม และมีความสามารถเปรียบเทียบส่วนดี ส่วนเสียในสิ่งต่าง ๆ ได้ดี และจะมีโอกาส และ/หรือ ได้เปรียบมากกว่าในทุกด้านของชีวิต  <-

“สนใจที่จะใส่ใจ”!

***ใส่ใจอะไร? = ใส่ใจทั้ง “ความคิด ความเข้าใจ ความรู้ตัวและจิตสำนึก รู้ความต้องการ” ของตัวเอง และ ของคนรอบ ๆ ข้าง (ไม่ใช่ต้องถึงขนาด ไปแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป จนไม่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ใช่สอดรู้เรื่องคนรอบข้างนะ ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ หุๆๆ), ใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ตามสถานการณ์ของแต่ละตัวบุคคล, เป็นคนช่างสังเกต

“มีวิสัยทัศน์” ที่มากกว่าจากการที่เปิดใจ เปิดความคิด รับฟัง มากกว่าพูด และคิด ก่อนจะพูด. อีกทั้งยังขอบแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ความรู้ใหม่ ๆ ความคิดเห็นใหม่ ๆ และ พร้อมที่จะนำเอาส่วนดีจากสิ่งใหม่ๆ มาปรับใช้

กล้าทดสอบ กล้าทดลอง คนประเภทนี้สามารถจัดการกับการเผชิญความ”กลัว”ได้ดีกว่า. และมองเห็นแต่ สิ่งดี ๆ ในชีวิตได้ในทุกสถานการณ์เสมอ.

———————–

3. “แก้วเปล่า” หรือ/และ “แก้วที่คว่ำอยู่” (“แก้วเปล่า” มันยังหงายปากแก้วขึ้น ส่วนคนประเภท”แก้วคว่ำอยู่” นี่หนักกว่า เพราะปิดกั้นไปเลย ~~ แต่เราขอไม่ลงลึก เดี๋ยวจะยาวเกิน ขี้เกียจเขียน)

คือ คนประเภทไม่รับรู้ ไม่รับฟัง ไม่ใส่ค่อยจะใส่ใจในรายละเอียดรอบตัว, ไม่เปิดหูเปิดตา ปิดใจ — “มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความคิด และความกังวงของตัวเอง” ฟังอะไรก็ไม่มีสติ เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา. เพราะจิตใจมัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง อาจรวมไปถึงคนที่ปิดตัวเอง และไม่กล้าแสดงออก.

แม้ว่า เขา/เธอ จะมายอมเปิดใจ มาเล่าปัญหา และถามหาคำปรีกษาจากคุณเอง, และ เขา/เธอ ได้รับคำตอบ คำปลอบใจ คำแนะนำไปแล้ว แต่ เขา/เธอ เหล่านั้นก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะรับฟังคำแนะนำ

คนที่ห่วงใย รักและคอยให้คำแนะนำคำปรึกษากับคนประเภท “แก้วเปล่า หรือ แก้วที่คว่ำ”อยู่ ก็จะได้รับความรู้สึกที่เปรียบเสมือน “น้ำซึมลงทราย” เหนื่อยเปล่า เสียความรู้สึกในความรัก ความห่วงใยที่มีให้มาตลอด.

เพราะใจที่ว้าวุ่น ของพวก “แก้วเปล่า หรือ แก้วที่คว่ำอยู่” ไม่สามารถจัดอันดับอะไรที่เหมาะสมได้ แล้วก็พาตัวเองไปเจอปัญหาเดิม ๆ และกลับมาพร้อมกับปัญหาเดิม ๆ แถมเพิ่มปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาให้ตัวของเขา/เธอ เศร้าหมองและครุ่นคิด เหม่อลอยกับความคิด และปัญหาของตัวเขา/เธอ อยู่ร่ำไปเป็นวังวน.

ต้องการแต่ ที่จะให้คนอื่น ๆ มารับฟังปัญหาของตน ปล่อยตัวเองให้คิดมากกังวล เศร้าหมอง ยึดติดกับส่ิงเก่า ๆ ไม่มองถึงโอกาส และอนาคตที่(อาจจะ)ดีกว่าในภายหน้า, ไม่กล้าคิด, ไม่กล้าตัดสินใจ ฯลฯ.

  • เหมือนกับตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (center of the universe) >> ที่ทุกคนต้องเข้าหาเขาเพื่อเปิดใจของ เขา/เธอ ติดอยู่กับตัวเอง – คิดอยู่แต่กับตัวเอง, ต้องเข้าไปช่วยเหลือเขาทุกครั้งไป, เรื่องของตัวเองสำคัญ, จะฟังจะใส่ใจก็แต่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวของเขาเท่านั้น.  [ไม่เชิงเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคล สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัว ในบางกรณีก็เป็นที่ สถาณการณ์ที่ไม่อำนวย หรือ อาจะเป็นที่ตัวบุคคล นั้นๆ เอง].

แถมยังเป็นคนประเภท กลัวไปหมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง กลัวแม้กระทั่ง “กลัว(ที่จะพัฒนา)จิตใจ หรือแม้กระทั่ง “กลัวใจของตัวเอง” ก็มี ไม่ใส่ใจในตัวของตัวเขาเองในเรื่องที่ควรจะใส่ใจ, ปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ไม่กล้าเปิดอกเปิดใจ.

  1. บางประเภทถึงขั้น ดูแลตัวเองไม่เป็น เลยก็มี.
  2. บางประเภทเรียกได้ว่า “เรียกร้องความสนใจ” ก็มี (เป็นที่เจ้าตัวเอง มโนปัญหาขึ้นมาเอง).
  3. บางประเภทเวลามีความสุขก็เงียบหาย เวลามีความทุกข์เดือดร้อนถึงจะโผล่ผิวหน้า และเสียงมาให้เห็น.

ย่ำอยู่กับที่ ไม่พัฒนาความคิด, จิตใจว้าวุ่น อ่อนไหวไปกับสิ่งเร้ารอบตัว และถูกชักจูงได้ง่าย, ไม่นับถือตัวเอง.

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วกกลับเข้ามาในส่วนที่เกี่ยวข้องกันกับ A glalss half full” ในส่วนของตัวของเจ้าของบล็อก.

เราก็เป็นแก้วน้ำแบบใดแบบหนึ่ง ในทั้งแก้ว 3 แบบนี้ค่ะ แตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มบุคคล และ/หรือสถานที่  ดูอย่างใน Part 1 – เพื่อน, ความห่วงใย การรับรู้และความเข้าใจ, และ “A glass half full น้ำครึ่งแก้ว.  ในช่วงเพื่อน “แบบที่ 1” ของเมื่อ Part 1  เราเอง ก็พลาดไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี เค้าไว้ใจเราแต่ไม่ได้ใส่ใจฟังในสิ่งที่ควรจะใส่ใจ เลยไม่ได้ฟังไม่ได้พูดคุยกับเพื่อน ก่อนที่เพื่อนจะเสียชีวิต รึมันจะบอกลาและสั่งเสีย?, แม้กระทั่ง งานศพก็ไม่ได้จัด เนื่องด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ค่ะ.

**ถ้าเทียบตัวของเจ้าของบล็อกเอง ก็เปรียบเสมือน น้ำเต็มแก้ว และ แก้วเปล่า  เวลานั้น นั่นเอง.  

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สำหรับตัวของเจ้าของบล็อกเอง เพื่อน ๆ ทั้ง 3 แบบที่กล่าวมาทางด้านต้นใน Part 1

กลุ่มเพื่อนหญิง ในช่วง”แบบที่ 2″ = แต่ละคนก็เป็นดังแก้วทั้ง 3 แบบ ปะปนกันไป, ทุกคนมีความรักความห่วงใยให้กัน แต่อยู่ที่ว่าใครจะสัมผัสได้มาก หรือน้อย ก็สุดแท้แต่ สติ, ปัญญา, ความจริงใจ, สำนึก และการรับรู้ของแต่ละคน แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า “ผู้หญิง” ส่วนใหญ่จะใช้ “อารมณ์ และความรู้สึก” มาก่อน “เหตุผล และตรรกะแห่งความถูกต้อง” มากกว่าผู้ชาย (อันนี้เราแบบพาดพิงไปถึง ฮอร์โมนเพศหญิง ล่ะกันนะคะ ขำ ๆ อย่าคิดมาก) จนบางที เขา “อาจจะ” ไม่เคยได้รับรู้ความรู้สึกรักห่วงใยที่เรามีให้เลยรึไม่ ???

ข้อดีของเพื่อนสาว ก็คือ ไว้ใจปรับทุกข์ในเรื่องที่อ่อนโยน, เรื่องผู้หญิงๆ, เรื่องลับ ๆ แนว partner in crime กันได้อย่างสบายใจ🙂

ส่วนกลุ่มเพื่อนผู้ชายล้วน ๆ ในช่วง”แบบที่ 3″  = ก็เป็นอีกแบบนึง มีอะไรก็ด่าว่ากันตรง ๆ พูดกันตรง ๆ สอนกันตรง ๆ ไม่มีโกรธ ไม่มีงอน ไม่มีการฟุ้งซ่าน และ ตัวเจ้าของบล็อกกับเพื่อนกลุ่มผู้ชายก็จะไม่ชอบ Drama กัน. เปิดอกคุยกันให้เคลียร์ แล้วต่างคนต่างรับฟังแก้ไข และเคลียร์กันจบในวันนั้น ๆ ไม่เวิ่นเว้อ.

ข้อดีอีกอย่างของเพื่อนผู้ชายแบบที่ 3 นี่ คือ ไม่ต้องมานั่งใส่หน้ากาก ไม่ต้องมานั่งปากหวานใส่กัน ใช้คำแรง ๆ สอนด่ากันแบบไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลในเรื่องงอนกัน #แมน ๆ ครัช!

“สัจธรรม” ที่แน่แท้ ได้โปรดจำไว้ว่า

“คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบ”

ปุถุชนอย่างเรา ๆ ทำผิดทำพลาดกันได้🙂  แต่อยู่ที่ว่าคน ๆ นั้น เรียนรู้จากความผิดพลาด รักที่จะเป็นผู้ฟัง และผู้พูดที่ดี  ยินยอมน้อมรับข้อที่จะต้องนำมาปรับปรุง แก้ไข และรักที่รับรู้ความรู้สึกใส่ใจคนที่รักเราที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา หรือไม่… อันนี้ ก็สุดแท้แต่… ไม่มีใครที่จะมีความคิดเห็น มีสามัญสำนึกฉลาดสมบูรณ์พร้อม, ไม่มีใครถูก และผิดเสมอ.

อย่าคิดว่ามีโลกนี้มีแต่ “เรา/ตัวกู” เพราะโลกนี้ประกอบไปด้วย “เขา/เธอ”, “คนรอบตัว” ด้วนนะจ๊ะ

ปล. จริง ๆ เราเขียน 2 โพสนี้เพื่อเตือนตัวเอง และเตือนเพื่อนๆ ทุกคนของเรา จริง ๆมีอะไรเขียนยาวกว่านี้นะคะ แต่พอแค่นี้ดีกว่า ^^ ชักเลอะ ๆ

รักเพื่อน ๆ ทุกคนเสมอ และรักท่านผู้อ่านด้วยเช่นกัน จุ๊ฟฟฟฟฟฟฟฟ ฟอดใหญ่ ๆ  ขอบคุณที่ทนอ่านกันสวัสดี และขอลาไปก่อนค่ะ

………………………………………………………………………….

*ผิด ตก ยกเว้น เพราะทำงานเพ่งคอมทั้งสัปดาห์ หุๆๆๆ

คนดีชอบแก้ไข คนอะไรชอบแก้ตัว ^^

Post หน้า จะเข้าสู่โหมดรีวิวผลิตภัณฑ์ความงามเหมือนเดิม ค่ะ  :-) ยิ้มหวาน ๆ

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s